8 Jul
2007

หนังสือพิมพ์ในลอนดอน

ที่นี่มีหนังสือพิมพ์แจกฟรี รอบเช้าและรอบบ่าย ส่วนใหญ่แจกที่สถานนีรถไฟใต้ดิน มีทั้งวางเป็นกองๆ หรือบางทีก็มีคนมายืนแจก

ส่วนหนังสือพิมพ์เสียเงินก็หลายสิบหัวจนไม่รู้จะอ่านอันไหนดี เรามาใหม่ ๆ ก็มั่วๆ ซื้อมาอ่านทีละเล่ม เปรียบเทียบดูว่าเราชอบอันไหน

เราชอบหนังสือพิมพ์ the guardian มากกว่า times เพราะมีเนื้อหาปกิณกะเยอะกว่า (เรื่องทั่วไป เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ประมาณ เสาร์สวัสดี ของกรุงเทพธุรกิจ) เล่มย่อยๆ เต็มไปหมด และเราก็เป็นคนบ้าเรื่องการออกแบบ ก็เลยเทใจให้ the guardian ไปเลย เพราะออกแบบรูปเล่ม การจัดคอลัมน์ การใช้สี และใช้ฟอนท์ รวมไปถึงการเลือกภาพประกอบ ที่รวมๆ แล้ว รู้สึกเหมือนอ่านนิตยสารมากว่าอ่านหนังสือพิมพ์ (ลองเข้าเวบของหนังสือพิมพ์สองฉบับนี้ดูก็จะรู้สึกได้)

อ้าว ลืม ลืมว่าชอบ the independent มากกว่า times ด้วยเหมือนกัน

ส่วนเรื่องคอลัมน์ประจำ นักเขียนประจำ คงต้องใช้เวลาคลำอีกซักพัก

เมื่อวาน times ลงเรื่อง overload information/choices ทำให้เรานึกถึง CE : Consumer Empowerment ขึ้นมา ในหนังสือพิมพ์ ลงเป็นเล่มแทรก เกี่ยวกับ จำนวนทางเลือกที่ผู้บริโภคมีในการเลือกซื้อนมในเทสโก้ คือ 38 ชนิด ! แล้วเราจะเลือกนมแบบไหนดีให้เหมาะกับเรา

ถ้าทางเลือกเยอะเกินไป จนผู้บริโภคไม่ต้องการที่จะเปรียบเทียบจากข้อมูลที่มีอยู่มากจนเกินไป ผู้บริโภคก็จะเลือกทางเลือกแบบหยาบๆ แล้วเปรียบเทียบราคา และตัดสินใจซื้อทันที โดยที่ไม่อ่านฉลาก รายละเอียดคุณค่าทางโภชนาการที่ผู้บริโภคควรจะให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เช่น เลือกแค่ระหว่างนมวัว กับนมถั่วเหลือง จากนั้นก็เลือก แค่ว่าเป็นนมจืดหรือหวาน และพร่องมันเนยหรือไม่ (พร่องมันเนยมีให้เลือกแบบ พร่องมันเนยปกติ และพร่องมันเนยครี่งนึง (semi) ) แล้วก็ดูที่ถูกที่สุดเพื่อตัดสินใจซื้อเลย รายละเอียดย่อยๆ ไม่สนใจแล้ว ปวดหัว

อันนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น กับเรา (และคิดว่าคงเกิดกับหลายๆ คนด้วย) ที่นี่ทางเลือกในการซื้อสินค้าบริโภคเยอะมากๆ อาหารเกือบทุกชนิด จะมีทางเลือกสำหรับคนที่ Diet และตอนนี้ มีอาหาร organic เพิ่มขึ้นมาด้วย แถมใน organic ก็ยังมีทางเลือกย่อยๆ อีก ทำให้ปวดหัวมากๆ

ถ้าจะซื้อโค้ก จะมี โค้กให้เลือกมากกว่า 5 ประเภท (ไม่นับเป๊ปซี่ ไม่นับที่ต้องเปรียบเทียบขนาด) (จำไม่ได้เพราะยังไม่เคยซื้อโค้กที่นี่ แต่เห็นที่ชั้นแล้วอึ้ง )

ถ้าจะซื้อไข่ไก่ จะมีทางเลือก มากกว่า 3 ประเภท​ (ไม่นับไข่ประเภทอื่น ไม่นับที่ต้องเปรียบเทียบขนาด) ไข่ที่นี่มีแบบธรรมดา แบบ organic แบบเลี้ยงฟาร์มปิด แบบเลีี้งฟาร์มเปิด แบบมีโอเมกา 3 แบบเพิ่มวิตามิน

เราไปเดินซื้อของทีไร เป็นต้องใช้เวลานานมากๆๆ ในการตัดสินใจทุกที

ทางเลือกมากเกินไป มันมีทั้งข้อดีข้อเสีย จริงๆ นะ

Share
27 Jun
2007

โรคฮิต

โรคฮิตที่คนอยู่ลอนดอนจะเป็นกัน

อย่างแรกเรียกว่า Hay Fever มักจะเป็นช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนมิถุนายน ช่วงเข้าหน้าร้อน เพราะเป็นช่วงที่เกสรดอกไม้จะเริ่มออกและปลิวมาตามลม บางคนที่แพ้ก็จะหายใจขัดๆ มีน้ำมูก บางคนมีเลือดปนมากับน้ำมูกด้วย

พอเราหายใจแรงๆ ที่ไร ก็จะมีแต่คนถามว่าเป็นเฮ หรือเปล่า ตอนแรกเราก็งงๆ ตอนหลังเพื่อนอธิบายให้ฟังถึงได้เข้าใจ

วิธีแก้ก็ง่ายนิดเดียว ซื้อยาที่ร้านขายยา ร้าน Boots (มีวางไว้ที่หน้าเคาน์เตอร์คิดเงิน) มากินซะ ก็จะดีขึ้น
คนไทยที่นี่เค้าเรียกโรคนี้ด้วยชื่อภาษาไทยว่า ‘โรคตอแหล’
เพราะจะเป็นปีละครั้ง ช่วงเวลาที่อากาศเปลี่ยนจากหนาวมาเป็นอากาศอุ่น ย่างเข้าหน้าร้อน อากาศหนาวจัดไม่เคยป่วย ไม่เคยเป็นหวัด แต่พออากาศจะอุ่นคล้ายเมืองไทยขึ้นมาหน่อย ดันมีน้ำมูก

เราฟังเค้าเล่าแล้วก็ขำขำดี

โรคที่สอง คือ ริดสีดวงทวาร
เป็นเพราะการอยู่ที่นี่การกินอาหารไม่เหมือนเมืองไทย แล้วก็น้ำในร่างกายระเหยออกไปมากโดยเฉพาะถ้านอนเปิดฮีทเตอร์ บางคนก็ดื่มน้ำน้อย เพราะอากาศเย็นจะอยากเข้าห้องน้ำบ่อย ก็เลยไม่ค่อยดื่ม

เราถูกเตือนเรื่องนี้จากเพื่อน เพราะมีเพื่อนของเพื่อนเป็นแล้วต้องตีตั๋วกลับไปผ่าที่เมืองไทย ประมาณว่ามันทรมานมาก แล้วเราก็มารู้ว่าคนรอบตัวหลายคนที่นี่ก็เป็น คือเป็นริดสีดวงกันเป็นปกติ

ถ้าไม่อยากเป็น ก็ต้องกินผลไม้เยอะๆ ดื่มน้ำเยอะๆ ปรับประเภทอาหารที่จะกินเข้าไปในแต่ละมื้อ แล้วก็ต้องดูแลตัวเองเรื่องการขับถ่าย อย่าให้ท้องผูก

ตั้งแต่รู้เรื่องนี้ เราเลยกินกล้วยกับน้ำขิงช่วยระบาย ทุกวัน กินน้ำบ่อยๆ นึกขึี้นได้ก็กิน ไม่หิว ไม่กระหายก็ต้องกิน เรื่องเข้าห้องน้ำบ่อยนี่ ไปหาเอาข้างหน้า เดินเข้าห้างหรือผับก็เข้าได้ทั้งนั้น

ใครที่กำลังจะเดินทางมาที่นี่ แนะนำให้เอายาขมเม็ดตราใบห่อติดมาด้วย เป็นยาแก้ร้อนใน และช่วยระบาย
ตอนเรามาถึงสองอาทิตย์แรก ร้อนใน กินยานี้แล้วดีขึ้น แล้วก็ใช้ยาจีนผงเขียวๆ สำหรับทาแผลร้อนในที่ปาก
ยิ่งถ้าใครมีปัญหาเรื่องท้องผูก กินยานี้จะช่วยระบายได้อย่างดี

ไม่อยากอินเทรนด์ ขอเป็นคนเชยๆ ที่สุขภาพดี จะดีกว่า

ปล. น้ำหนักขึ้นมา 1 ก.ก. แล้วอ่ะ ^.^

Share
27 Jun
2007

อยากกินไวไว

ลอนดอนมีมาม่่าทุกรสขายที่ Soho แต่ไม่มี ไวไว ขาย
เราชอบกินไวไว รสเข้มข้น (ซองละ 4.50 บาท)
กินบ่อยกว่ามาม่าต้มยำกุ้ง
คุณเพื่อนกลับเมืองไทยหนึ่งเดือน เราเลยฝากให้ซื้อ ไวไวมาด้วย สองซอง ^.^

ไม่รู้เป็นอะไร มานี่แล้วรู้สึกอยากกินอาหารญี่ปุ่นมากๆ
ทั้งๆ ที่เราว่าอาหารญี่ปุ่นที่เมืองไทยอร่อยกว่า และถูกกว่า
ทำไมก่อนมาไม่ไปกินตุนไว้ก็ไม่รู้

เมื่อวานอยากกินอาหารญี่ปุ่นมากๆ แต่ขึ้เกิยจออกจากบ้าน
ก็เลยกินแฮมกับวาซาบิซะเลย
อร่อยดีเหมือนกัน

อยู่นี่อาหารที่มีติดบ้านไว้เวลาหิว คือ กล้วย สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ กีวี แฮม น่องไก่อบ ปูอัด น้ำขิง นมถั่วเหลือง และขนมปัง

ต้องกินกล้วยทุกวัน แล้วก็ดิื่มน้ำเยอะๆ จะได้ไม่ท้องผูก กลัวเป็นโรคฮิต ริดสีดวงทวาร !

Share
24 Jun
2007

2007-06-02 Notting Hill’ n Portobello Market

[slideshow id=144115188085772712&w=426&h=320]

Share
23 Jun
2007

2007-06-01St Paul’s Cathedral’ n Millennium Bridge

[slideshow id=144115188085750616&w=426&h=320]

Share
16 Jun
2007

2007-05-25 Hyde Park

[slideshow id=144115188085632824&w=400&h=300]

Share
16 Jun
2007

2007-05-24 Oxford Street

[slideshow id=144115188085632284&w=400&h=300]

Share
16 Jun
2007

2007-05-22 Oxford Street

[slideshow id=144115188085632206&w=400&h=300]

Share
16 Jun
2007

2007-05-20 Trafalgar square

[slideshow id=144115188085631302&w=426&h=320]

Share
15 Jun
2007

2007-05-20 Piccadilly Circus

[slideshow id=144115188085613070&w=400&h=300]

Share

Follow Me!

Follow Me! Follow Me! Follow Me! Follow Me!