และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึงซะที
หลังจากที่ OPEN ประกาศลาพักร้อน เราก็ได้แต่ลุ้นว่าจะได้อ่าน OPEN อีกหรือเปล่า (ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม) มีข่าวมาเป็นระยะ ๆ ว่าจะทำเป็นฉบับ online จะเวอร์ชั่นไหนก็ได้ ‘กลับมา’ ก็ละกัน
อ.ปิ่น เอาลิงค์ของ OPEN online ฉบับไม่สมบูรณ์มาแปะไว้บนบล็อก จิ้มจึ๋งเข้าไป โอ้ว ละลานตาไปหมด จะอ่านคอลัมน์ไหนดีก่อนนะ ฮะ ๆ ยังไงก็ต้องเป็น Open Here เป็นอันดับแรกเพราะชื่อภิญโญที่โปรยอยู่ ทำให้เราคลิก อ่านต่อ.. อย่างไม่ต้องยุ่งยากตัดสินใจ อ่านเสร็จก็นึกในใจว่าอยากจะเขียนอะไรถึงพี่โญซะหน่อย แต่ไม่มีช่องให้ comment นี่หน่า
ไว้ค่อยส่งอีเมล์ไปดีก่า
จากนั้นก็จิ้มๆ อ่านๆ จนเจ็บตา ก็เลยเริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเค้าคงไม่ลบออกหรอกที่โพสต์ไว้ พรุ่งนี้มาอ่านต่อก็ได้ (แหะ แหะ) พักยกแป๊บนึงก็เริ่มตั้งสติมานั่ง copy paste ลง word ไว้อ่านบนกระดาษดีก่า เผื่อขีดๆ ประโยคเด็ด แล้วก็จะได้เก็บไว้อ่านเวลาไม่ได้ online ด้วย ก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้ว openbooks จะรวมเป็นเล่มมาขาย จัดรูปเล่มแบบงาม ๆ อย่าง ‘ภูมิปัญญามูซาชิ’ ภาคจบของ ‘มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์’ โดยอ.สุวินัย ภรณวลัย เลิศซะไม่มี เป็นเล่มแรกของ open ที่เราพลิกกลับไปที่ปกดูว่าใครออกแบบรูปเล่ม ‘ประพัฒน์ ศรีมงคล’ เยี่ยมมากค่ะ เนื้อหาที่เข้มข้นถึงข้นที่สุด รู้สึกว่าเป็นการเขียนที่ตกผลึกแล้วจริงๆ ของอ.สุวินัย ต่อการศึกษาเรื่องราวของท่านมูซาชิ และวิถีแห่งการแสวงหาความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต
มีอะไรให้อ่านเยอะแยะไปหมด จะจัดเวลายังไงเนี่ยยยย
2005
OPEN online ฉบับไม่สมบูรณ์
2005
CE : Consumer Empowerment
วันก่อนระหว่างกำลังนั่งฟัง’แม่ไก่’เล่าเรื่องราวการตัดสินใจที่จะก้าวเท้าเดินออกจากฐานที่มั่น(อันสั่นคลอน) พร้อมๆ กับโซ้ยสุกี้น้ำทะเลรสเด็ดเจ้าประจำ ไอ้เราก็คุ้ยหาปลาหมึกในชามแต่ดันเจอ ‘แมลงวัน’ เข้าให้ บอกทางร้าน เค้าก็ไปทำชามใหม่มาให้ แต่เจ้ากรรม คุ้ย ๆ ก่อนกินก็เจอเส้นผม 1 เส้นอยู่ในชาม มันไม่ใช่ของเราแน่ๆ เพราะผมเรายาวกว่านั้นหลายสิบเท่า ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้เนี่ย 2 ชามติด (สยองขวัญทีเดียว) พอเจอชามที่สอง ทุกคนก็บอกว่าช่างมันเหอะ ไปกินร้านอื่นก็ได้ แถมห้ามปราบเราว่าอย่าโวยวายเลย จ่ายเงินแล้วก็ไปหาร้านอื่นกินเถอะ ได้ไง ไอ้จ่ายน่ะจ่ายอยู่แล้ว แต่เราก็ตัดสินใจบอกเค้าหลังจากได้เงินทอน เพราะเค้าจะได้รู้ข้อบกพร่องแล้วก็พัฒนาปรับปรุงให้ได้มาตรฐานกว่านี้
เรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึงโครงการนึงที่เราเคยทำ CE : Consumer Empowerment ศึกษาว่าจะต้องวางแผนอย่างไรเพื่อที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและประยุกต์ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ บริการสาธารณสุขจากภาครัฐ รวมไปถึงการใช้สิทธิ์เรียกร้องในกรณีที่โดนเอารัดเอาเปรียบหรือเกิดความอยุติธรรมขึ้นกับตนเอง
เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ยังไง
ตอนแรกเราก็งง แต่พอพี่ๆ เท้าความถึงเรื่อง Theory of Demand อันเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เราก็โออ่ะ ดั้งเดิมส่วนใหญ่เราก็มักจะคิดว่าการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ามักจะขึ้นอยู่กับ ราคา รายได้ รสนิยม อะไรทำนองนั้น แต่เรื่องมาตรฐานสินค้าและองค์ความรู้ที่จะนำมาตัดสินใจซื้อสินค้าที่เหมาะกับสุขภาวะของเรามันก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพสินค้า
เราเองเมื่อก่อนก็คว้าขวดโออิชิโดยที่ไม่ได้ดูวันหมดอายุเพราะคิดว่าขายที่ 7 สินค้าก็คงจะหมุนเร็ว ไม่เคยดูว่าประกอบไปด้วยน้ำตาลกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยดูว่าให้คุณค่าโภชนาการใด ๆ หรือไม่ อยากกินก็กิน
คุณรู้หรือไม่ว่าโปรตีนจากพืชย่อยง่ายโปรตีนจากสัตว์ ถ้าไม่อยากให้ร่างกายหักโหมกับการย่อยโปรตีนก็ดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัว
ปัจจุบันแนวโน้มของคนที่เลือกซื้อสินค้าจากตรามาตรฐานสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (แต่บางทีก็ไม่รู้หรอกว่าตราสัญลักษณ์พวกนั้นความหมายจริงๆ แล้วคืออะไร แล้วกระบวนการผลิตแบบไหนถึงจะได้ตรามา เชื่อมั่นว่ามีดีกว่าไม่มีทำนองนั้น ต้องมานั่งไล่กันถึงเรื่องระบบประเมินและตรวจสอบคุณภาพหลังจากได้ตราไปแล้วอีก) แต่ก็ยังมีคนส่วนมากโดยเฉพาะในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ตรามันเป็นภาษาปกิตอ่านไม่ออก ไม่มีทางเลือกทั้งหมู่บ้านมีอยู่ร้านเดียวขายอะไรก็ใช้อย่างนั้น
แถมด้วยเรื่อง Choice under uncertainty ในการรับรู้ข่าวสารและนำข่าวสาร องค์ความรู้มาตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของคุณภาพสินค้าที่จะได้รับ
รวมไปถึงเรื่อง Opputunity Cost ในการเรียกร้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมกับวัฒนธรรมของคนไทยที่มีลักษณะประนีประนอม ไม่อยากผิดใจ ไม่อยากมีเรื่องมีราว (อันนี้ตรงเผ็งกับกรณีสุกี้แมลงวัน – ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเรื่องมาก-แถวนี้คนรู้จักเยอะ ต้องเดินผ่านทุกวัน)
ตั้งแต่ทำงานชิ้นนี้เราก็เริ่มดูฉลากของต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ยังมีบ่อย ๆ ที่คว้ายาคูลจากสาวยาคูลแล้วดื่มพรวด ๆจนหมด 2 ขวดซ้อนโดยที่ไม่ได้ดูว่าหมดอายุวันไหน ซื้อสด ๆ จากพนักงานชุดน้ำตาลครีม ก็ไม่คิดว่าจะขายขวดที่หมดอายุให้เราหรอก (เชื่อมั่นในจรรยาบรรณพนักงานขายไปป่าวไม่รู้) ได้ความรู้ไปหลาย สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สนใจเรื่องการวางแผนนโยบายสุขภาพมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมงานที่ทำงานแบบ Home made ช่วยกันทำตั้งแต่ o-10 จนงานเสร็จสมบูรณ์ ห้าทุ่มเที่ยงคืนก็ยัง msn เรื่องงานกันอยู่ จากเพื่อนร่วมงานจน(เกือบจะ)เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกันไปแล้ว
งานเสร็จ เงินเหลือ มิตรภาพแน่นแฟ้น มีความสุขกับแก๊งค์ CE ซะจริงๆ (โดยเฉพาะเวลาไปกินอาหารอร่อยๆ หลังประชุมแล้วใช้เงิน CE จ่ายเนี่ยสุขสุด ๆ ) เสร็จงานแล้วความสัมพันธ์ยังคงอยู่แถมเหนียวแน่นกว่าแต่ก่อนจนทีมงานเรียกร้องว่าไปหาทุนมาทำงานกันอีกเหอะจะได้หาโอกาสหม่ำข้าวด้วยกันบ่อยๆ อิ อิ
เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานร่วมกันของทีมงาน ‘เครือข่ายอัจฉริยะ’ และรายงานฉบับสมบูรณ์ที่ส่งไปอยู่ในระหว่างรอรายงานของทีมอื่น ๆเพื่อหัวหน้าชุดโครงการจะสรุปรวมขมวดปมนำเสนอต่อกระทรวง จึงคิดว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเล่าถึงกระบวนการทำงานและผลจากจากวิจัยได้ในช่วงเวลานี้ ถ้าเปิดเผยได้เมื่อไหร่และบังเอิญต้องไปเจอเหตุการณ์ที่เกี่ยวพ้องให้คิดถึงเรื่องนี้อีก อาจจะนำผลการศึกษามาเล่าให้ฟังอีกทีก็เป็นได้ (ไม่รู้ต้องขออนุญาติใครป่าว)
2005
ขอบฟ้า..ฝันของฉัน ฝันของเธอ
เมื่อเช้านั่งอยู่ในร้านสุกี้แล้วก็มีเพลงขอบฟ้าลอยมาให้คิดถึงใครหลายคน
..จบเสียที ที่เธอต้องทนทรมานเดินบนทางที่เราสองคน..หวังกัน
ไปยังฝัน..สุดฟ้า
ปิดฉากเสียที..เมื่อเจอคนที่ดี
จงโชคดีกับเส้นทางที่ยังเหลือข้างหน้าเธอไปกับเขาคงดีกว่า
ยอมเข้าใจๆ จะไปด้วยกันก็มีแต่เหนื่อยล้า
ฉันเข้าใจๆ ที่เธอร่ำลา
ขอบฟ้า…ต้องกลายเป็นเขาที่พาไป
ทุกสิ่งที่ฝันกันเอาไว้
จบแล้ว ไม่เหลือสักอย่างฉันทำได้เพียงแค่เท่านี้
มาส่งเธอได้แค่ครึ่งทาง(ก็คงต้อง ยอมรับมันๆ) (พรุ่งนี้ไม่มีแล้วเธอ)
จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะทน
เมื่อเธอจะไปฉันห้ามไม่ได้ต้องปล่อยเธอไปทั้งน้ำตาแม้แทบขาดใจ
จะเจ็บเท่าไหร่ฉันก็จะยอม ให้เธอในวันที่ดีข้างหน้าให้เธอได้ไปพบความสุข
ที่ตรงขอบฟ้า…ฉันยอม….ยอม…
ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรก ความรู้สึกของพวกเราหลายคนตรงกันถึงกับต้องเอ่ยถามใน msn ว่าฟังหรือยัง ‘โดน’ อย่างแรง
ความฝันบางอย่างที่เราไม่รู้เหมือนกันว่ารูปธรรมจริงๆ แล้วมันคืออะไร แบบไหนถึงจะสมบูรณ์แบบที่เราต้องการ
พวกเราจากมาด้วยเหตุผลที่ไม่เคยมีใครเอ่ยให้กันฟัง ไม่เคยปรึกษาหารือกัน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ มันส่งผลให้สมาคมศิษย์เก่าเหนียวแน่นกว่าศิษย์ปัจจุบันที่ยังอยู่ในสนามฝึก เพราะออกมาแล้วค่อย(เสือก) มาพูดกันตอนที่แอลกอฮอล์เข้าปาก โดนซักหนัก ๆ เข้า อัดอั้นตันใจพี่ ๆ ท่านเลยปล่อยซะหมดกระสุน เวลาก็ผ่านไปนานแสนนานจนรายละเอียดบางเรื่องก็จำไม่ได้ พยายามลืมมันไปพร้อม ๆ กับให้อภัยทานต่อมาเฟียน่ะแหละ พอ information flow ได้ที่ ก็เลยถึงบางอ้อ! อย่างนี้นี่เอง เวรของตรู พาใครต่อใครต้องเดือดร้อนไปหมด ท่านเจ้าอาวาส เจ้ลุย ตัวแสบ ที่แสนดีก็ต้องเดือดร้อนไปด้วยมาคบเด็กสร้างบ้านทำไมก็ไม่รู้
เมื่อวานอยากจะเอาหัวโขกพื้นซะจริงๆ ทะลึ่งบอกไปทำไมไม่รู้ว่าจะให้พี่ทำเวบให้ แทนที่จะไปลาก portfolio ที่ยังอยู่ที่เดิมมาให้ที่ประชุมดู มันกลายเป็นว่าเราก็มีส่วนสนับสนุนให้วัฒนธรรมการเลือกคนทำงานจากเครือข่ายคนใกล้ชิดให้เข้มแข็งขึ้น (บ่นรำคาญคนอื่นปาว ๆ แต่ทะลึ่งทำซะเอง ) ไม่ได้มีผลประโยชน์ทับซ้อนซะกะนิด เสียดุลละซิ่ไม่ว่า เสียราคามือโปรอีกต่างหาก ต้องไปบังคับท่านพี่ให้มานั่งทำงานนอกเวลาทั้ง ๆ ที่ตอนนี้วันอาทิตย์พี่ท่านยังต้องไปเคลียร์งานที่ออฟฟิศอยู่เลย
ไอ้ตำแหน่งใหญ่โตกะเงินเดือนแพงๆ นี่มันต้องแลกมาด้วยเวลาที่จะอยู่กับครอบครัวจริงๆ นะ
2005
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฟังเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 10 ที่มีลำตัดการเมืองสุดเจ๋งมาร่วมแจมให้บรรยากาศคึกคัก
(ครั้งนี้สนธิกับสโรชายิงสัญญาณสดมาจากวัดหลวงตามหาบัว เพื่อความปลอดภัย)
อยู่ๆ ก็นึกถึงเพลง ถั่งโถมโหมแรงไฟขึ้นมาซะอย่างนั้น
..โค่นล้ม สังคมแบบเก่า
..เพื่อเรา ประชาชาติไทย
มาร่วมกันดันกงล้อประวัติศาสตร์
สู่เอกราชจริงแท้ และสดใส
………ถั่งโถมโหมแรงไฟ
เพื่อก้าวไกลแห่งสังคมอุดมการณ์….
เพลงที่เราจะร้องกันทุกคืนเวลาที่นั่งอยู่รอบกองไฟ ช่วงเวลาสิบกว่าคืนที่ออกค่าย ไม่เคยมีคืนไหนที่เราจะไม่ร่วมกันร้องเพลงนี้ มันเหมือนเพลงประจำค่ายที่เราร้องช่วงดึก ๆ ซักห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนก่อนเข้านอน สำหรับพวกอยู่ดึก (พวกแก่ ๆ ทั้งนั้น) ร้องเพลงนี้แต่หัวค่ำเดี๋ยวเด็กใหม่มันจะตื่นกลัวนึกว่าเราหัวรุนแรงซะป่าว ๆ
เราจะเริ่งร้องเพลงชมรมที่ต่อกัน 4 เพลงรวด
เราอาสาพัฒนาใจเริงร่าและสามัคคี..
…มีไม้กระดาน มีบ้าน มีหลังคา มีเสาเอามา ไม่รอช้าสร้างบ้านเรา
มีฆ้อนตะปู ตีตอกดังไม่เบา มีกบเลื่อยแต่งเสาแต่งกระดานตามต้องการ
…ยามอาทิตย์สีแดง สาดส่องแสงทั่วหล้า ปลุกหัวใจชาวประชา…
…รักเธออยู่สุดใจ โถใครจะมาห้ามฉัน รักจริง ๆ ไม่ใช่ใฝ่ฝัน รักเธอนั้นจนหมดหัวใจ..
ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึง มาหาความหมาย
ฉันหวัง เก็บอะไรไปมากมาย
สุดท้าย ให้กระดาษฉันแผ่นเดียว
เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
หรือจะมุ่งการศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤา
แท้ควรสหายคิด
ตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน
คนหนุ่มสาว
มาเถิด
กลับบ้านเกิดที่เคยเนาว์
คืนบ้านเก่าที่เจ้าเกิดกาย…
วันเวลาหมุนเปลี่ยนเวียนไป
สุขสดใสไม่เคยเดินตาม..
ไกลโอ้ไกลจากโพ้นขอบฟ้า
เราจากมาด้วยการก้าวย่าง
จากกลิ่นฟาง รอยยิ้มเจ้าเอย..
ร้อยดาวร้อยเดือนมา
ร้อยเดือนมาเรียงเป็นวง
ร้อยใจสายใยยาว
กูเกี่ยวดาวมาไว้ดิน..
ถ้าหากฉันเกิดเป็นนกที่โผบิน
ติดปีกบินไปให้ไกลไกลแสนไกล
จะขอเป็นนกพิราบขาว
เพื่อชี้นำชาวประชาสู่เสรี..
ตะวันส่องใส แดดฉายลงมา ทาบทาทิวทุ่ง
กลิ่นลมผ่านโปรย เหมือนโปรยกลิ่นปรุงดอกฟางฟอมลอย..
ภูบ่สูงแต่ว่าห้วยมันลึก
ภูบ่ลึกแต่ว่าเมืองมันไกล
ภูบ่เล็กแต่ว่าฟ้ามัน ใหญ่
นกเขาไฟพาใจเรามา …
ฉันเหมือนนกบาดเจ็บ
ที่บินหลงฟากฟ้า
เมฆดำมืดมิดหนาตา
มอง หาหนทางไม่มี..
ฟ้าผ่องเพ็ญงามเด่นดังสวรรค์…
ฝนโปรยโรยอ่อน ตะวันรอน รอน
วิหคจรคืนสู่รัง…
นึกไม่ออกแล้ววววววววววว
อันนี้เท่าที่ร้องกันอยู่ทุกคืน ๆ นั่งบนพื้นหญ้า มีกองไฟ กีตาร์ บองโก้ ไข่เขย่า แล้วก็… เวลาดีหนึ่งทุ่มตรงถึงเที่ยงคืนทุกคืน
คิดถึงค่ายจัง
งานรับปริญญาปีที่เราต้องทำซุ้มให้รุ่นพี่ชมรม เราก็คิดกันว่าจะเอาไงดี และแล้วเมื่อเวลาจวนเจียน เราก็ได้ ประโยคโปรยหัวจากอดีตประธานค่ายรุ่นวัตถุโบราณให้เขียนป้ายยักษ์หน้าชมรม เอาไว้ให้พี่ๆ มาถ่ายรูปกัน
“จะมีซักกี่ครุยที่ลุยโคลน”
2005
Life is Everywhere
Life is Everywhere ++ Typhoon Cafe’ #1
ซื้อหนังสือ Life is Everywhere ของสำนักพิมพ์ใต้ฝุ่นเป็นของขวัญให้ตัวเอง
เป็นหนังสือกึ่งแกลลอรี่แสดงงานศิลปะของคุณไทวิจิต พึ่งเกษมสมบูรณ์ รวม 12 ความเรียงของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าสำนัก open มี cd piano solo ของ วิศุทธิ์ พรนิมิตร (คนเขียน hesheit) ที่บรรเลงประกอบการแสดง animation ในญี่ปุ่น ตอนนี้ก็เลยฟังซีดีแผ่นนี้ทั้งวันตลอดเวลาที่ทำงาน
เป็นหนังสือที่ได้รับการยกเว้นให้ตัวเองอ่านเนื้อความข้างในความเรียงของพี่โญเสร็จแล้วค่อยกลับมาอ่านคำนำของคุณคุ่น
พี่โญก็ยังคงเป็นพี่โญ ชายหนุ่มที่ครุ่นคิดถึงการดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็น รูปแบบการใช้ชีวิตที่เหมาะสม อ่านแล้วก็หวิวไหวในหัวใจ
‘ตัวอักษรทุกตัว หนังสือทุกตัว ที่ดูเหมือนเป็นความสำเร็จ แท้จริงแล้วในอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์ มันคือเวลาที่เราเบียดบังมาจากครอบครัวและเพื่อนฝูง’
‘เบื้องหลังนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ จึงมีหัวใจอันอ่อนไหวของใครบางคนรอคอยอยู่’
อาจจจะจริงอย่างที่คุณคุ่นว่า จุดร่วมสำคัญของทั้งสามคนนี้คือการสนใจใน ‘สิ่งอื่น’ สิ่งที่อยู่นอกเหนือความสนใจหลักที่พวกเขาสนใจยึดเป็นอาชีพ สนใจในสิ่งที่ทำให้สัมผัสถึงด้านอื่นๆ ของชีวิต อย่างนี้ละมั้งเราถึงสนใจงานกลุ่มคนเหล่านี้ สนใจความคิดของทีมคอลัมนิสต์ open สนใจชุมชน bloggers
บางครั้ง ‘สิ่งอื่น’ ก็น่าจะหมายถึงอะไรก็ตามที่อยู่เลยขอบเส้นวงกลมพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง ลองนั่งนึก ๆดู สมาชิกร่วมก๊วนที่แลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ่อยๆ ก็มักจะเป็นคนที่คิดถึงเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องของตัวเอง มองถึงผลกระทบส่วนรวม การปรับดุลยภาพของระบบสังคมในระยะยาว อย่างที่เรียกกันว่า social welfare ละมั้ง
..บางทีการเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก็ทำให้เราเหนื่อยหน่าย รำคาญกับผู้คนรอบตัวจนเกินกว่าจะก้าวล่วงเขตหวงห้ามเข้าไป
..บางทีการที่ต้องเป็นหมากในมหากาพย์การรบก็ทำให้เรารู้สึกอยากเป็นบุคคลสาบสูญ
..บางทีการได้จมจ่ออยู่กับตัวเองแต่เพียงอย่างเดียวอาจจะไม่ใช่หนทางหลุดพ้นของคนทุกคน
..บางทีชีวิตก็ไม่ง่ายอย่างที่เราคิดไว้
แต่บางทีชีวิตก็ไม่ได้ยากอะไรหนักหนา
แค่ครอบครัวที่อบอุ่นกับคนที่รู้ใจ เข้าใจก็น่าจะเพียงพอแล้วไม่ใช่เหรอ..
2005
Log in again
ช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมามีอะไรเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง..
บางทีชีวิตคนเราก็คงเป็นอย่างนี้ละมั้ง มีหยุดนิ่ง เดินบ้าง พักบ้าง วิ่งบาง ไปตามหัวใจตัวเอง และจังหวะของคนรอบข้าง
ชีวิตที่ยึดติดกับผู้คน และชุมชนที่เรารักมากเกินไปทำให้บาดเจ็บจนแทบอยากหายไปจากโลก แต่ความสุข เสียงหัวเราะที่ได้รับอย่างเมื่อวานก็มีค่าเหลือเกิน เกินกว่าที่คนเล็ก ๆ อย่างเราจะก้าวขาออกไปผจญกับโลกภายนอก ไม่เคยคิด ไม่เคยจริงๆ อย่างมากก็แค่ไปเก็บตัว ไปฝึกวิชา แล้วก็จะกลับมาทำให้บ้านหลังนี้ดีขึ้นกว่าเดิม หวังว่าอย่างนั้น
เมื่อวานได้รับคำอวยพรท่วมท้น ไล่มาเรื่อยมาตั้งแต่ sms โทรศัพท์ msn e-mail e-card และจากตัวเป็น ๆ
ขอให้มีสติ
ขอให้สมหวังกับผู้ชายที่หมายปองไว้
ขอให้คานผุพัง
ขอให้ประสบความสำเร็จกับทางที่เลือกเดิน
ขอให้มีศีล สติ สมาธิ ปัญญา
ขอให้มีหนุ่มตี๋ ตาดีมาหลงรัก
ขอให้สอบ TOEFL กะ IELS ผ่านซะที
ขอให้ได้ทุนไปเรียนต่อเร็วๆ
ขอให้จบดร.เร็ว ๆ
ขอให้ปรปักษ์หายไป
ขอให้เป็นที่รักของทุกคน
มีความสุขตรงที่ได้รวม The Gang ก๊วนที่คณะมาทานข้าวร่วมกันที่ Pier 39 โชคชัยร่วมมิตร 10 ชีวิต
นั่งขำจนปวดท้อง หัวเราะตลอด เหมือนทุกคนมาปลดปล่อย เป็นอาหารเย็นที่ไม่มีนาทีของความเงียบเลย สนุก แล้วก็อบอุ่นสุดๆ
การได้ทานข้าวกับคนถูกใจ ถูกจริต มันช่างมีความสุขซะจริงๆ
ยังมีติดค้างเพื่อนอีกหลายกลุ่ม ที่บ้านอีก สงสัยเดือนนี้พุงจะป่องเพิ่มแหง ๆเลย
วันพิเศษ ได้คุยกับพี่ BF ที่เราตามอ่านมาจากไกลบ้าน เรื่อยมาถึง Blog เป็นครั้งแรกทาง msn ใจดีสุด ๆ
ได้คุยกับ คุณ Pocky@ Nottingham ที่แอบ add msn เราจาก Blog คุณ BF
โลกแบนจริงๆด้วย
พักหลังที่เกิดชุมชน bloggers ที่โยงมาจากคุณปิ่นกะคุณ BF รู้สึกว่าเราจะได้ก้าวข้ามไปสู่พรมแดนองค์ความรู้ และมิตรภาพอันอบอุ่นของคนที่อยู่ใกล้ตัว (และมีตัวตนอยู่ในโลก cyber) คนรู้จักของคนรู้จัก และคนที่ไม่รู้จักหน้าตา แต่รู้จักตัวตนเค้าผ่านตัวอักษร เจ้า Blog เนี่ยมันมีพลังขับเคลื่อนทางความคิดมหาศาลจริงๆ นะ
ก่อนหน้านี้ เพื่อนคนที่เล่น msn คนแรกของกลุ่มประมาณ 4-5 ปีที่แล้วโน่น เป็นคนส่ง blog ของเค้ามาให้เราอ่าน เราก็ยังนิ่งๆ (แต่ก็คิดในใจ มีของเล่นในโลก cyber อีกแล้วเหรอ แล้วชั้นจะติดมันเหมือน msn ไหม๊ ) ยังไม่อยากเขียนอะไร จนมาถึงวันที่ได้รับซองนิตยสาร Open on Vacation เท่านั้นแหละ อ่านเสร็จ ก็ลงมือเปิด blog เขียนไว้อาลัยให้ Open ซะเลย โดยที่ตัวเองก็แอบลุ้นว่าจะได้อ่าน Open อีกครั้ง (ใกล้ถึงความจริงแล้ว open จะ online แล้ว) เขียนกึ่งไดอารี่ส่วนตัวซะมากกว่าก็เลย refer ชื่อใครต่อใครไว้เยอะไปหมด มาเจอblog คุณปิ่น ก็คิดว่าเป็นเพื่อนสนิทอ.ปกป้อง เพราะเห็นลิงค์จากเวบส่วนตัวอ. ไม่เคยคิดว่าเขียน Blog จะใช้นามแฝงกัน อ.ปกป้องเองก็ออกจะเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าแสดงจุดยืนชัดเจน เราก็เลยคิดไม่ทันว่าอ.จะใช้นามว่า ป.ปิ่น ทั้ง ๆ ที่ตอนอ่าน เราก็ยังนึกอยู่ในใจว่าคุณปิ่นนี่สมกับเป็นเพื่อนอ.ปกป้องจริงๆ (ภาษาวัยรุ่นก็คงต้องบอกว่า แนวมั่ก ๆ ) จะเปิด blog ใหม่ก็ยังคิดชื่อเก๋ ๆ ไม่ออก รอไปก่อน ยังไม่รู้จะเขียนอะไรด้วย จนได้อ่าน The man who love only numbers ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข ประวัติของนักคณิตศาสตร์อัจฉริยะ Paul Erdos อ่านแล้วถูกใจมาก ๆ เป็นหนังสืออ่านเล่นเล่มแรกที่ต้องหยิบปากกามาขีดๆ ข้อความถูกใจ ประโยคเด็ดที่สั่นสะเทือนสมอง (เล่มสองที่ขีดก็ Blog Blog นี่ละ ขนาดอ่านในเน็ตแล้ว เจอเวอร์ชั่นกระดาษเข้าไป อ่านแล้วก็ยังเสียน้ำตา ให้ ‘เรื่องของเขากับผม’ ) Paul Erdos เรียกเด็ก ๆ หรือสิ่งของเล็ก ๆ ว่า Epsilon หรือ Epsie ตามความหมายของสัญลักษณ์ในคณิตศาสตร์ เราว่าชื่อนี้ก็น่ารักดี ใครที่เรียนเศรษฐศาสตร์ก็คงจะคุ้นเคยกับ Epsilon อยู่แล้ว เราก็เลยได้ฤกษ์เปิด Blog ใหม่แบบใช้นามแฝงให้เข้ากับแก๊งค์คุณปิ่นเค้าซะหน่อย
Epsilon log in แล้วจ้า..
2005
มิตรภาพสำคัญกว่าสถานการณ์ # 2
“สิ่งที่มีค่าที่สุดของการทำงานร่วมกันคือ ความสัมพันธ์”
เมื่อวานเราเข้าไปรายงานตัวกับ role model ในโอกาสที่กลับมาทำงานเต็มเวลาอีกครั้ง หลังจากโยกโย้มาพักใหญ่ เข้าไปคุยอะไรต่ออะไรเยอะแยะไปหมด ความในใจที่มีต่อองค์กร ระบบ คน และวิถีชีวิตในอนาคต ทุกอย่างที่เคยเป็นปม ข้อสงสัย คลุมเครือ ได้รับการชี้แนะ อธิบาย และสอนให้เด็กอย่างเรา รู้จักโตกับเค้าซะที ก็อย่างนี้ไงล่ะถึงอยากทำงานด้วย นี่แค่วันแรกก็ทำเอาเรารู้สึกว่าจะได้ความรู้เกินเงินเดือน ประโยคที่ทำให้เราเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงได้ใจทุกๆ คนที่ทำงานด้วยและไม่มีใครปฏิเสธถ้าเค้าเอ่ยปาก ก็คือ “เวลาที่เราทำงานร่วมกันความสำเร็จก็คือผลของงานที่เสร็จตามเป้าหมายแต่สิ่งที่มีค่าที่สุดของการทำงานร่วมกันคือความสัมพันธ์ มิตรภาพที่เกิดขึ้นสำคัญกว่าสถานการณ์ โดยเฉพาะผู้ร่วมงานนั้นเป็นครูของเราด้วยแล้ว ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นยิ่งพิเศษเข้าไปใหญ่”
งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ the great man ที่โทรมาชวนเราไปช่วยงานที่ Computer farm ไม่อย่างนั้นเราคงไม่ได้ยินประโยคที่เรารอคอย มันนานนานจนลืมไปแล้วว่าเราต้องการสิ่งนี้เราถึงมาที่นี่ และยังอยู่ที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ใครต่อใครโทรมาตามให้ไปช่วยงาน เสียง role model ดังก้องอยู่ในหัวเราตลอดคืนนั้น “ไม่ให้ไป มาทำอันนี้ มาช่วยพี่แล้วก็ช่วย the great man ด้วย” น้ำตาไหลไม่หยุด กว่าสองชั่วโมง ภาพเหตุการณ์ตั้งแต่เราเริ่มรู้จักกัน เป็นลูกศิษย์อาจารย์ เป็นเพื่อนร่วมงานผุดขึ้นมาในหัว ภาพของใครต่อใครที่เราเคยทำงานด้วยเต็มไปหมด จนทำให้เราแน่ใจว่า สิ่งที่เราเคยเข้าใจ มันไม่ใช่ แต่สิ่งที่เรารอคอยคือสิ่งนี้ การได้ทำงานกับ role model โดยตรง ไม่ต้องผ่านใครอีก หรือถ้าผ่านก็คือ the great man คนที่เรายอมรับในความสามารถอย่างสนิทใจ ที่ผ่านมาเราไปช่วยงานคนโน้นคนนี้ทั่วสารทิศ จนแทบจะเป็นบุคคลสาธารณะ เพราะงานนั้นช่วยแบ่งเบาภาระของ role model ที่จ่ายออกไป แต่เราไม่ต้องการทำงานกับคนอื่นอีก ประเภทกบเลือกนาย ไม่ได้เจ้านายที่อยากทำงานด้วยก็ไม่ยอมทำ แต่ถ้าได้ทำงานกับคนที่อยากทำด้วย แค่เป็นเด็กติดตามคอยถือเอกสารก็ยอม เพราะแค่เราได้มีโอกาสสังเกตสิ่งที่เค้าทำ คิด และพูดออกมาก็มีประโยชน์มหาศาล เหมือนกับกำลังเรียนอยู่ในมหาลัยชีวิต อยู่ใกล้คนดี และเก่งเนี่ย (อาจ) จะฉลาดได้ชั่วข้ามคืน
วันนี้ ได้ fw mail จากเพื่อน อ่านแล้วโดน กำลังฝึกให้ตัวเองเป็นแบบนี้อยู่พอดี
“ 7 Thinking method to be genius ”
การเป็นคนเก่ง ไม่ใช่ความโชคดีของพันธุกรรมหรอกนะ อยู่ที่การฝีกขัดเกลาสมองและหัวใจของคุณต่างหาก แล้วคุณจะมีความปราดเปรื่องในแบบฉบับของคุณเป็นคนเก่ง ที่สามารถจัดการกับชีวิตของตนเองได้อย่างลงตัว
คิดในทางบวก
มองโลกในแง่ดี และทำทุกสิ่งอย่างเต็มกำลัง ด้วยรอยยิ้มและความเบิกบาน ทำตัวให้สดชื่น มีชีวิตชีวาและกระตือรือร้นอยู่เสมอ พร้อมที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ จะช่วยให้คุณสามารถที่จะจัดการกับทุกเรื่องที่ผ่านเข้ามาได้อย่างอยู่มือ
มีศรัทธาในตัวเอง
ถ้าแม้แต่ตัวคุณเอง ยังไม่ศรัทธาและเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วจะมีมนุษย์หน้าไหนล่ะ จะเชื่อในความเก่งของคุณ อยากให้ใครๆ เขาชื่นชอบและทึ่งในตัวคุณ คุณก็ต้องมั่นใจตัวเองก่อน
ขอท้าคว้าฝัน
ไม่มีอะไรที่จะทรงพลังมากเท่ากับความตั้งใจจริง และทุ่มสุดตัวหรอกนะ ความกระหายอันแรงกล้า ที่จะพาตัวเองไปสู่จุดหมาย นั่นแหละเป็น แรงผลักดันที่จะทำให้คุณสานฝันสู่ความจริงได้
ค้นหาบุคคลต้นแบบ
ใครก็ได้ที่คุณชื่นชม เพื่อเป็นมาตรฐานที่ดีในการดำเนินรอยตาม ศึกษาแนวคิด วิธีการทำงาน จุดเด่นในตัวเขา เผื่อว่าเราจะได้ไอเดียแจ๋ว ๆ มาปรับใช้ให้ชีวิตก้าวโลดสู่ความสำเร็จกับเขามั่ง
เริ่มต้นงานใหม่ทุกวันด้วยรอยยิ้มสดใส
คนที่มีรอยยิ้ม ระบายไว้บนใบหน้า เสมือนประตูที่เปิดกว้าง ให้ใครๆ อยากเข้ามาคบหาด้วย การเจรจาติดต่องาน ก็มักจะลงเอยด้วยความสำเร็จ มากกว่าคนที่หน้าตาแบกโลกนะ นอกจากนี้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ยังสร้างความเบิกบาน และคลายทุกข์ แถมยังเป็นยาอายุวัฒนะชั้นอ๋อง ที่ทำให้เราดูเป็นวัยสะรุ่นตลอดกาล รู้อย่างนี้แล้ว..หัดติดรอยยิ้มไว้ที่มุมปากกันเป็นประจำนะ
เรียนรู้จากความผิดพลาด
ก็สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง จะเป็นอะไรเชียวถ้าเราจะทำอะไร แล้วจะยังไม่สำเร็จอย่างที่หวังไว้ เพียงแต่ขอให้ทำเต็มที่ และเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความจริง หันมาทบทวน ดูว่ามีขั้นตอนไหนที่ผิดพลาดไป… เพื่อที่จะเริ่มต้นใหม่ให้ดีกว่าเดิม
ทะนุถนอมมิตรสัมพันธ์เก่าๆ
คงไม่มีใครที่จะอยู่อย่างมีความสุข โดยปราศจากเพื่อนหรือมิตรที่รู้ใจหรอกนะ แม้ว่าในชีวิตแต่ละวันของคุณจะวุ่นวายแค่ไหนก็ตาม คุณควรจะมีเวลาให้กับเพื่อนซี้ ที่รู้จักมักจี่กันมานานซะบ้าง แวะไปหากัน เมื่อโอกาสอำนวย ชวนกันออกมาทานข้าวในช่วงวันหยุด ส่งการ์ดปีใหม่ หรือร่อนการ์ดวันเกิดไปให้ เผื่อในยามที่คุณเปล่าเปลี่ยวหงอยเหงา เศร้าทุกข์ใจ ก็ยังมีเพื่อนแสนซื้ ไว้พื่งพา และให้กำลังใจกันได้นะ
2005
มิตรภาพสำคัญกว่าสถานการณ์ #1
สวัสดี
ยังสบายดีหรือเปล่า
หวังว่า จะ สบายดีนะ
คิดถึง
วันนี้เปิดเข้าไปใน junk mail พบ subj. สวัสดี แต่คนส่งเป็นใครไม่รู้ อยากรู้แต่ก็กลัว virus
คลิกเข้าไปแล้วหล่ะอึ้งไปนิดนึงตอนเห็นชื่อลงท้าย เพราะเรารู้ว่ามันไม่ง่ายที่คนอย่างเพื่อนคนนี้จะเขียนคำว่า “คิดถึง” ให้ใครโดยเฉพาะกับคนที่ไม่คุยกันมากว่าหกปี
มันนาน นานจนจำไม่ได้ว่าปัญหามันเริ่มจากตรงไหน แล้วระเบิดลูกสุดท้ายที่ทำให้เราไม่ติดต่อกันมันเกิดขึ้นได้ยังไง รู้แต่ว่าตลอดช่วงหกปีที่ผ่านมาเราเจอกันบ่อย ๆ เวลาแก๊งมัธยมรวมตัว นัดกินข้าว ไปงานบวช งานแต่ง เยี่ยมเพื่อนลูก แต่เราก็ยังไม่คุยกันอยู่ดีอย่างนี้ละมั้งที่เค้าเรียกว่า “ทิฐิ” (เขียนถูกหรือเปล่าเนี่ย)
เราเคยสนิทกันมากในระดับหนึ่ง ช่วงเรียนมัธยมปลาย แก๊งค์เรามี 12 สาว กับอีก 9 หนุ่ม ซึ่งไม่มีใครนิสัยเหมือนกันเลย ทุกวันนี้แต่ะละคนมีเส้นทางประหลาด ๆ ที่ไม่คาดคิดว่าเพื่อนที่เราเคยลองผิดลองถูกเรื่องประสบการณ์ชีวิตร่วมกันมาจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ เส้นทางเดินแต่ละคนมันกลับตาลปัตรจริงๆ โลกของเพื่อนคนนี้มีแค่ครอบครัวและเพื่อนมัธยม ส่วนเพื่อนป.ตรีทำคุณเธอบาดเจ็บทางจิตใจเท่าที่เธอมีแค่คนสองคนซึ่งก็ไม่ผูกพันเท่าเพื่อนมัธยมถ้าโลกทั้งใบของเค้าคือเรา แล้วมันจะเจ็บปวดขนาดไหนที่มิตรภาพขาดสะบั้น วินาทีนั้นไม่สนใจหรอกเรารู้ว่าคนอื่นๆ อยู่ข้างเรา แค่นั้นเราก็สบายใจ ไม่รับรู้ว่าเพื่อนที่เราผิดใจด้วยจะเจ็บปวด เหงา ว้าเหว่ขนาดไหน ตอนนั้นเรามีทั้งเพื่อนมัธยมที่มาเรียนอยู่ที่เดียวกันเจอกันเกือบทุกวัน มีเพื่อนที่คณะ มีเพื่อนที่ชมรม ที่ทำให้เราประเมินค่าของเพื่อนที่เราผิดใจด้วยต่ำไปมาก ไม่แคร์จริงๆ
แล้วเราอยากจะเริ่มต้นขอโทษ และคุยกับเพื่อนคนนี้อีกครั้งมาปีสองปีแล้ว แต่เราก็ไม่ได้ทำ ด้วยความรู้สึกเขินที่จะโทรไปก่อน แล้วถ้ามันไม่ใยดีล่ะ ไม่สนใจล่ะ จะหน้าแหกกลับมาไหม๊ พอคิดถึงตรงนี้เราก็หยุดไว้ให้เป็นแค่ความคิด ไม่ทำทำจริงๆ ซะทีก่อนหน้านี้เพื่อนคนนี้ส่งซีดีรูปงานแต่งงานเพื่อนที่ไปด้วยกันมา พร้อมกับพวงกุญแจรูปแมงป่องมาให้ที่หอเก่า เพื่อนที่เป็นเจ้าของหอก็เก็บไว้ให้ (เพราะเราเกิดราศีเดียวกัน วันนี้วันที่ 4 พ.ย. วันเกิดคุณเธอเราก็ไม่เคยลืมเพราะดันเกิดวันเดียวกับน้องชายเรา ) เราแกะดูเมื่อประมาณ 6 เดือนที่แล้วเราก็อึ้ง อยากจะโทรไปขอบคุณแต่ก็เขิน ๆ กะว่าจะโทรไป HBD แทน มาถึงวันนี้ เจ้าตัวคงอยากได้มิตรภาพกลับคืนเป็นของขวัญวันเกิด ถึงได้ส่งเมล์มา ส่งสัญญาณมาขนาดนี้แล้วจะไม่โทรไปได้ยังไงล่ะ เดี๋ยวจะแถม e-card ให้อีกใบด้วยเพื่อน
แล้ววันนี้ก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นอีกหนึ่งเรื่อง…….
Follow Me!